2552/12/16

โทลล์เวย์เก็บ 85 บ.แน่นอน ดีเดย์ 22 ธ.ค.นี้ ครวญเอ็มโอยูมัดแน่น

จัดทำโดย นายชลสิทธิ์ อภิบาลภูวนารถ 4902100528




คมนาคม แจงการปรับขึ้นค่าผ่านทางโทลล์เวย์ 85 บาท 22 ธ..ค.นี้ แน่นอน ยันต้องเป็นไปตามเอ็มโอยู ไม่สามารถบิดพลิ้วได้ แนะประชาชนมีทางเลือกที่จะใช้เส้นทางอื่นได้ นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมยืนยันว่าจะต้องมีการปรับขึ้นค่าผ่านทางโทลล์เวย์ตามข้อตกลงที่ภาครัฐทำร่วมไว้กับบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน)โดยจะปรับขึ้นค่าผ่านทาง จากสูงสุด 55 บาท เป็น 85 บาท (สำหรับรถยนต์ 4 ล้อ) มีผลตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2552 จนถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2557 "ทางรัฐบาลคงไม่สามารถจะทำอะไรได้ อีกทั้งเห็นว่า ประชาชนมีทางเลือกที่จะใช้เส้นทางอื่น คือเส้นทางถนนปกติ ดังนั้น การขึ้นค่าผ่านทางโทลล์เวย์จะมีผลตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2552 นี้ ต้องทำตามเอ็มโอยูที่ทำไว้" นายศุภขัย กล่าวสรุป
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
คำถาม
1. ค่าทางด่วนโทลล์เวย์ขึ้นจากราคาเท่าไรเป็นเท่าไร
2. เริ่มปรับขึ้นค่าทางด่วนเมื่อไร
3. ทั้งนี้การปรับเพิ่มค่าทางด่วนเนื่องจากอะไร

2552/12/15

แบงค์กรุงเทพเชื่อเศรษฐกิจไทยหดตัวร้อยละ2.8-3.6

จัดทำบทความโดย
นายสุรศักดิ์ เจริญทศพร เลขทะเบียน 4902100504


นายพงษ์พัฒน์ คุโรวาท เจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายวิจัย ธนาคารกรุงเทพกล่าวว่า ผลวิจัยของธนาคาร ได้ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี2552 โดยคาดว่าจะหดตัวลงร้อยละ2.8-3.6 และเชื่อว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(GDP)ไตรมาส4ปี2552จะพลิกตัวกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ และต่อเนื่องไปยังปี2553เชื่อว่าตัวเลขจีดีพีร้อยละ2-4
สำหรับปัจัยที่มาสนับสนุน การฟื้นตัวเสรษฐกิจไทย ฝ่ายวิจัยธนาคารกรุงเทพเชื่อว่าจะมาจากการฟื้นตัว

ของภาคการอุตสาหกรรมอิเล็กโทนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และปิโตเคมี ตัวเลขผู้มีงานทำอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการลงทุนภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้ โดยมองว่าการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศและส่งออกน่าจะขยายตัวดีขึ้น แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยเรื่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก แม้จะฟื้นตัวดีขึ้นแต่ยังมีแนวโน้มไม่ชัดเจน และรายได้จากภาคการท่องเที่ยวที่ลดลง
นายปิติพันธ์ ทยานิธิ ผู้ช่วยผู้จัการใหญ่ ฝ่ายวิจัย ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่าปัจจัยด้านการเมือง ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือไม่ หรือมาจากปัจจัยใดขอให้รัฐบาลที่ปฏิบัติหน้าที่ยังสามารถบริหารงานได้ตามปกติก็จะไม่กระทบกับภาคเศรษฐกิจมากนัก

ที่มา สำนกข่าวไทย

คำถาม
1.ไตรมาสใดของปี2552ที่มีการคาดการว่าเศรษกิจไทยจะฟื้นตัว
2.ปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นจตัวมีอะไรบ้าง
3.ปัจจัยอะไรที่เป็นอุปสรรคในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

2552/12/07

บาทแข็งโป๊กแตะ 33 ทิ้งดอลลาร์ลดเสี่ยง

จัดทำบทความโดย

นาย ชลสิทธิ์ อภิบาลภูวนารถ เลขทะเบียน 4902100528




นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า กรณีที่ค่าเงินบาทมีการปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นผลมาจากค่าเงินดอลลาร์ที่มีการปรับตัวอ่อนค่าลงมาก ประกอบกับดุลการค้าของไทยยังเกินดุลอยู่ในระดับสูง โดยทั้งปีคาดว่าน่าจะสูงถึง 20,000 ล้านเหรียญ และถึงแม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการเข้าไปดูแลแต่ก็ยังเห็นโอกาสที่ค่าเงินบาทในปีนี้จะแตะ 33 บาทต่อดอลลาร์สูงมาก และจะยังคงแข็งค่าต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ดีพอ จึงมองว่ายังไม่เห็นค่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นในเร็ววันนี้ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับ 0.25% เช่นเดิมเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ขณะที่ผู้ประกอบการส่งออกหลายบริษัทก็เริ่มปรับตัวโดยการหันไปใช้สกุลเงินอื่นในการค้าขายแทนสกุลเงินดอลลาร์ พร้อมกันนี้ยังมีการทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อลดความเสียหายจากความผันผวนของค่าเงิน ประกอบกับยังย่นระยะเวลาในการทำประกันจาก 6 เดือน เหลือเพียง 3 เดือน โดยช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.มีลูกค้าบริษัทขนาดใหญ่มาทำประกันความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 40% ของมูลค่าการส่งออก ด้านผลกระทบจากดูไบฟองสบู่แตกยอมรับว่าเป็นกังวลว่าปัญหาจะไม่จบลงในเร็ววันนี้ แต่ถือว่าไม่ได้เหนือความคาดหมายเพราะเริ่มเห็นสัญญาณมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา เพราะการลงทุนที่เกินตัวมากเกินไป ส่งผลให้คนตกงานกว่า 50% ขณะที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ก็มีการหดตัวลงถึง 50% ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าดูไบจะไม่สามารถชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ได้ โดยเฉพาะเจ้าหนี้จากจีนและเกาหลีที่เข้าไปลงทุนโครงการสาธารณูปโภคให้หลายโครงการ ส่วนจะมีนักลงทุนเข้าไปซื้อทรัพย์หรือไม่ มองว่าหากราคาไม่ต่ำกว่า 60% ก็คงไม่มีนักลงทุนกล้าเข้าไปซื้อเพราะมีความเสี่ยง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
คำถามจากเนื้อเรื่อง
ข้อ1.กรณีที่ค่าเงินบาทมีการปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นผลมาจากอะไร
ข้อ2.เงินบาทจะยังคงแข็งค่าไปถึงเมื่อไหร่
ข้อ3.ค่าเงินบาทจะแข็งไปถึงปีหน้า เพราะอะไร

2552/11/28

แถลงข่าวเศรษฐกิจ


จัดทำบทความโดย
นส.ทพัฒสร พลอยส่งศรี เลขทะเบียน 4902100516

ประมูลพันธบัตรชดเชยขาดดุล งวดแรก 6.5 พันล้าน



"พงษ์ภาณุ"เผย ขายหมดเกลี้ยงในวันเดียว แม้สถานการณ์ความไม่แน่นอนต่อการลงทุนจะมีสูง หลังแบงก์ชาติออกเกณฑ์กันสำรองเงินลงทุนต่างชาติ30%ระบุ มีนักลงทุนสนใจเข้าร่วมประมูลมากถึง 5 เท่าของวงเงินที่เปิดประมูล ส่งผลให้ต้นทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาด

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) เปิดเผยผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในปี 2550 งวดแรกจำนวน 6,500 ล้านบาท จากวงเงินที่ต้องประมูลพันธบัตรจำนวนประมาณ 1.46 แสนล้านบาท โดยกล่าวว่า สบน.ได้ดำเนินการประมูลพันธบัตรดังกล่าวเป็นครั้งแรกในวันพุธที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา ผลปรากฎว่า สามารถขายได้ทั้งจำนวน โดยมีสถาบันการเงินสนใจเข้าร่วมประมูลจำนวนมากคิดเป็น 5 เท่าของวงเงินที่เปิดประมูล
เหตุที่นักลงทุนสถาบันสนใจเข้าร่วมประมูลจำนวนมาก เพราะนักลงทุนมองว่า การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเป็นเครื่องมือการออมที่ปลอดภัยและมั่นคง โดยเฉพาะในสถานการณ์ความไม่แน่นอนในเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน เข้าใจว่านักลงทุนต่างชาติยังคงเงินทุนไว้ในประเทศไทย และจะนำมาพักในตลาดตราสารหนี้ นอกจากนี้ ยังจะมีการแข่งขันจากแบงก์ชาติเข้าร่วมประมูลด้วย

"เป็นเรื่องที่ดีมากในช่วงที่ความไม่แน่นอนหลายด้านเกิดขึ้น แต่นักลงทุนสถาบันก็ยังเข้าลงทุน โดยอัตราดอกเบี้ยที่ประมูลนั้นต่ำกว่าราคาตลาดที่เรากำหนดไว้ด้วย ทำให้ต้นทุนที่เราต้องจ่ายลดลง ทั้งนี้ พันธบัตรรัฐบาลดังกล่าวได้เปิดประมูลไว้ 2 รุ่น คือ รุ่นอายุ 7 ปี วงเงิน 5,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยกำหนดไว้ที่ 5.25%ต่อปี แต่อัตราดอกเบี้ยที่ประมูลได้คือ 4.95%ต่อปี อีกรุ่นคือรุ่นอายุ 12 ปี วงเงิน 1,500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยกำหนดไว้ที่ 5.625%ต่อปี แต่อัตราที่ประมูลได้คือ 5.27%ต่อปี"

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ สบน.ได้รับนโยบายจากม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเกี่ยวกับแผนการกู้เงินเพื่อนำมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี2550จำนวน 1.46 แสนล้านบาทว่า นอกจากสบน.จะใช้วิธีการออกพันธบัตรระยะยาวเพื่อการลงทุนแล้ว ยังควรออกพันธบัตรออมทรัพย์ เพื่อเสนอขายแก่ประชาชนระดับรากหญ้า โดยเฉพาะในต่างจังหวัดด้วย

"สบน.อยู่ระหว่างการพิจารณาหาแนวทางหรือรูปแบบในการออกพันธบัตรเพื่อจูงใจให้ประชาชนระดับรากหญ้าได้ออมเงินผ่านพันธบัตรออมทรัพย์ด้วย แต่เนื่องจาก ภาวะตลาดตอนนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถระดมเงินในขณะนี้ได้ จึงเห็นว่า การระดมเงินผ่านนักลงทุนสถาบันยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในขณะนี้ โดยดูจากยอดการขายพันธบัตรงวดนี้ ซึ่งนักลงทุนให้ความสนใจจำนวนมาก" นายพงษ์ภาณุกล่าว

ทั้งนี้ ในวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 1.46 แสนล้านบาท ทางสบน.มีแผนจะออกเป็นพันธบัตรระยะยาวเพื่อการลงทุนจำนวนประมาณ 1 แสนล้านบาท ที่เหลือจะเป็นการออกพันธบัตรเพื่อการออมทรัพย์ และ กู้จากตลาดเงิน สำหรับแผนการออกพันธบัตรระยะยาวเพื่อการลงทุนนั้น สบน.จะทยอยออกจนครบวงเงิน เริ่มตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2550 ซึ่งมีแผนจะออกในวงเงิน 7.6 หมื่นล้านบาท อายุพันธบัตรตั้งแต่ 7 ปี ถึง 17 ปี โดยจะทยอยออกเฉลี่ยสัปดาห์ละ 6-7 พันล้านบาท


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
EMIS II Portal Site




คำถามท้ายเรื่อง

ข้อ1.เหตุใดที่นักลงทุนสนใจเข้าร่วมประมูลจำนวนมาก

ข้อ2.พันธบัตรรัฐบาลได้เปิดประมูลไว้กี่รุ่น รุ่นอะไรบ้าง

ข้อ.3นอกจากสนบ.จะใช้วิธีการออกพันธบัตรระยะยาวแล้วยังควรจะต้องทำอะไรอีก