2552/11/28

แถลงข่าวเศรษฐกิจ


จัดทำบทความโดย
นส.ทพัฒสร พลอยส่งศรี เลขทะเบียน 4902100516

ประมูลพันธบัตรชดเชยขาดดุล งวดแรก 6.5 พันล้าน



"พงษ์ภาณุ"เผย ขายหมดเกลี้ยงในวันเดียว แม้สถานการณ์ความไม่แน่นอนต่อการลงทุนจะมีสูง หลังแบงก์ชาติออกเกณฑ์กันสำรองเงินลงทุนต่างชาติ30%ระบุ มีนักลงทุนสนใจเข้าร่วมประมูลมากถึง 5 เท่าของวงเงินที่เปิดประมูล ส่งผลให้ต้นทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาด

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) เปิดเผยผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในปี 2550 งวดแรกจำนวน 6,500 ล้านบาท จากวงเงินที่ต้องประมูลพันธบัตรจำนวนประมาณ 1.46 แสนล้านบาท โดยกล่าวว่า สบน.ได้ดำเนินการประมูลพันธบัตรดังกล่าวเป็นครั้งแรกในวันพุธที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา ผลปรากฎว่า สามารถขายได้ทั้งจำนวน โดยมีสถาบันการเงินสนใจเข้าร่วมประมูลจำนวนมากคิดเป็น 5 เท่าของวงเงินที่เปิดประมูล
เหตุที่นักลงทุนสถาบันสนใจเข้าร่วมประมูลจำนวนมาก เพราะนักลงทุนมองว่า การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเป็นเครื่องมือการออมที่ปลอดภัยและมั่นคง โดยเฉพาะในสถานการณ์ความไม่แน่นอนในเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน เข้าใจว่านักลงทุนต่างชาติยังคงเงินทุนไว้ในประเทศไทย และจะนำมาพักในตลาดตราสารหนี้ นอกจากนี้ ยังจะมีการแข่งขันจากแบงก์ชาติเข้าร่วมประมูลด้วย

"เป็นเรื่องที่ดีมากในช่วงที่ความไม่แน่นอนหลายด้านเกิดขึ้น แต่นักลงทุนสถาบันก็ยังเข้าลงทุน โดยอัตราดอกเบี้ยที่ประมูลนั้นต่ำกว่าราคาตลาดที่เรากำหนดไว้ด้วย ทำให้ต้นทุนที่เราต้องจ่ายลดลง ทั้งนี้ พันธบัตรรัฐบาลดังกล่าวได้เปิดประมูลไว้ 2 รุ่น คือ รุ่นอายุ 7 ปี วงเงิน 5,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยกำหนดไว้ที่ 5.25%ต่อปี แต่อัตราดอกเบี้ยที่ประมูลได้คือ 4.95%ต่อปี อีกรุ่นคือรุ่นอายุ 12 ปี วงเงิน 1,500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยกำหนดไว้ที่ 5.625%ต่อปี แต่อัตราที่ประมูลได้คือ 5.27%ต่อปี"

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ สบน.ได้รับนโยบายจากม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเกี่ยวกับแผนการกู้เงินเพื่อนำมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี2550จำนวน 1.46 แสนล้านบาทว่า นอกจากสบน.จะใช้วิธีการออกพันธบัตรระยะยาวเพื่อการลงทุนแล้ว ยังควรออกพันธบัตรออมทรัพย์ เพื่อเสนอขายแก่ประชาชนระดับรากหญ้า โดยเฉพาะในต่างจังหวัดด้วย

"สบน.อยู่ระหว่างการพิจารณาหาแนวทางหรือรูปแบบในการออกพันธบัตรเพื่อจูงใจให้ประชาชนระดับรากหญ้าได้ออมเงินผ่านพันธบัตรออมทรัพย์ด้วย แต่เนื่องจาก ภาวะตลาดตอนนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถระดมเงินในขณะนี้ได้ จึงเห็นว่า การระดมเงินผ่านนักลงทุนสถาบันยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในขณะนี้ โดยดูจากยอดการขายพันธบัตรงวดนี้ ซึ่งนักลงทุนให้ความสนใจจำนวนมาก" นายพงษ์ภาณุกล่าว

ทั้งนี้ ในวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 1.46 แสนล้านบาท ทางสบน.มีแผนจะออกเป็นพันธบัตรระยะยาวเพื่อการลงทุนจำนวนประมาณ 1 แสนล้านบาท ที่เหลือจะเป็นการออกพันธบัตรเพื่อการออมทรัพย์ และ กู้จากตลาดเงิน สำหรับแผนการออกพันธบัตรระยะยาวเพื่อการลงทุนนั้น สบน.จะทยอยออกจนครบวงเงิน เริ่มตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2550 ซึ่งมีแผนจะออกในวงเงิน 7.6 หมื่นล้านบาท อายุพันธบัตรตั้งแต่ 7 ปี ถึง 17 ปี โดยจะทยอยออกเฉลี่ยสัปดาห์ละ 6-7 พันล้านบาท


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
EMIS II Portal Site




คำถามท้ายเรื่อง

ข้อ1.เหตุใดที่นักลงทุนสนใจเข้าร่วมประมูลจำนวนมาก

ข้อ2.พันธบัตรรัฐบาลได้เปิดประมูลไว้กี่รุ่น รุ่นอะไรบ้าง

ข้อ.3นอกจากสนบ.จะใช้วิธีการออกพันธบัตรระยะยาวแล้วยังควรจะต้องทำอะไรอีก



2552/11/18

น้องซีที หุ่นยนต์ เสิร์ฟอาหาร สัญชาติไทย

จัดทำบทความโดย
นส.ทพัฒสร พลอยส่งศรี เลขทะเบียน 4902100516







น้องซีที หุ่นยนต์เสิร์ฟอาหารสัญชาติไทย (เดลินิวส์)

โดย นาตยา คชินทร

จากการที่เยาวชนไทยประสบความสำเร็จ ในเวทีการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยในเทคโนโลยีดังกล่าว ขณะเดียวกันตลาดหุ่นยนต์โลกก็มีแนวโน้มการเติบโตที่สูงมาก ถึงขนาดมีการคาดการณ์กันว่าอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้าตลาดหุ่นยนต์ทุกประเภทของโลกจะมีมูลค่ารวมกันมากกว่าตลาดรถยนต์ของโลกเสียอีก

และนี่คือโอกาส ที่จะต่อยอดความสามารถของทีมวิศวกรไทย ที่เคยได้รับรางวัลแชมป์หุ่นยนต์โลก

"ซีที เอเชีย โรโบติกส์" จึงถือกำเนิดขึ้น โดยเป็นบริษัทที่ผลิตหุ่นยนต์ไทยเชิงพาณิชย์รายแรกของประเทศ

เปิดตัวฝีมือทีมวิศวกรไทยด้วยหุ่นยนต์บริการต้นแบบตัวแรก ที่ใช้ชื่อว่า "น้องซีที" ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณบางส่วนในการวิจัยและพัฒนาจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในโครงการหุ่นยนต์บริการอัจฉริยะ

นายเฉลิมพล ปุณโณทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทฯ บอกว่า ตั้งบริษัทนี้ขึ้น มาเพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น ทั้งด้านงานบริการและการส่งเสริมการตลาด ซึ่งนอกจากต่อยอดองค์ความรู้วิศวกรไทยแล้ว ยังสร้างตลาดใหม่ให้กับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของประเทศ แถมยังตั้งเป้าหมายให้ทุกครัวเรือนมีหุ่นยนต์ประจำบ้าน ภายในปี 2562 อีกด้วย

จากน้องซีที ต้นแบบตัวแรกของบริษัท ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ทดสอบทางเทคนิคต่าง ๆ ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาเพิ่มเติมเป็นหุ่นยนต์บริการในร้านอาหาร สุกี้ เอ็มเค เบื้องต้นมียอดสั่งซื้อ 10 ตัวมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท ส่วนอนาคต บริษัทมีแผนที่จะพัฒนาเป็นหุ่นยนต์เพื่อความบันเทิงและหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งคาดว่าจะนำเข้าไปทำตลาดในประเทศญี่ปุ่นได้ใน 3 ปีข้างหน้า

กลับมาที่น้องซีที ที่ดูรูปร่างแล้ว ออกจะเหมือนกับหุ่นยนต์แขนกลในการ์ตูน "นายอดิศักดิ์ ดวงแก้ว" ผู้จัดการบริษัทฯ อดีตแชมป์หุ่นยนต์กู้ภัยโลก บอกว่า หุ่นยนต์ต้นแบบตัวนี้มีน้ำหนัก 80 กิโลกรัม สูง 110 เซนติเมตร หรือเทียบกับเด็กอายุประมาณ 8 ขวบ มีความสามารถในการฟังคำสั่งได้ถึง 2 ภาษาคือ ไทยและอังกฤษ มีซอฟต์ แวร์อัจฉริยะสำหรับตัดเสียงรบกวน เคลื่อนที่ด้วยล้อ ด้วยความเร็ว 1 เมตรต่อวินาที โดยใช้ออมนิไดรฟ์แทนสายพาน เหมาะสำหรับพื้นที่ราบในร้านอาหาร และสามารถเสิร์ฟอาหารได้ โดยยกของได้หนักถึง 5 กิโลกรัม

และจากต้นแบบน้องซีที จะถูกปรับแต่งฟังก์ชันตามที่ลูกค้าต้องการ อย่างเช่นของร้านสุกี้เอ็มเค จะมีขนาดที่แตกต่างออกไปสีสันสวยงามมากขึ้น และใช้ชื่อว่าน้องดินสอ ซึ่งผู้บริหารเอ็มเค บอกว่า จะนำไปใช้งานด้านให้ความบันเทิงลูกค้า โดยเฉพาะเด็ก ๆ ซึ่งไม่ได้คาดหวังว่าเป็นการกระตุ้นยอดขายแต่นี่คือการสนับสนุนผลงานคนไทยและอาจจะกระตุ้นให้เยาวชนไทยอยากเป็นวิศวกรหุ่นยนต์ขึ้นมาบ้าง

ปีหน้า...หากแวะเข้าไปใช้บริการที่ เอ็มเค สุกี้ อาจจะต้องแปลกใจ เพราะบริกรคนใหม่ที่เข้ามาต้อนรับ อาจไม่ใช่คน !!!

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

เดลินิวส์
http://www.dailynews.co.th/

และ
http://www.kapook.com/


คำถามท้ายเรื่อง

ข้อ1.บริษัทใดเป็นบริษัทที่ผลิตหุ่นยนต์ไทยเชิงพาณิชย์เป็นรายแรกของไทย

ข้อ2.น้องซีทีมีความสามารถในการฟังคำสั่งได้กี่ภาษา อะไรบ้าง

ข้อ3.น้องซีทีเหมาะกับการใช้งานด้านไหน


สมาชิกในกลุ่ม

1.นายสุรศักดิ์ เจริญทศพร 4902100504

2.นส.ทพัฒสร พลอยส่งศรี 4902100516

3.นายชลศิทธิ์ อภิบาลภูวนารถ 4902100528